ปลุกใจในวันฝนพรำ!! 3 ข้อคิดปลุกพลังใจในวันฝนพรำ เพิ่มแรงบันดาลใจในการทำงาน

สายฝนพรำทำให้หลายคนรู้สึกซึมๆ เศร้าๆ ไปตามสภาพอากาศ ท่ามกลางสภาวะอึมครึมเช่นนี้ โลกของเราและชีวิตของใครหลายๆ คนยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรคปัญหา ที่มิอาจหาทางออกได้โดยง่าย แม้วันเวลาจะผันผ่านมาร่วมครึ่งปีแล้ว ส่งผลให้พลังใจในการใช้ชีวิตของใครหลายๆ คนถดถอยไปด้วย UndubZapp ขอเสนอ 3 ข้อคิดสอนใจจากสายฝน เพิ่มแรงบันดาลใจในการทำงาน เปลี่ยนจิตใจที่ห่อเหี่ยวให้กลับมามีกำลังใจเต็มเปี่ยมอีกครั้ง อย่ามัวรอช้า ตามเรามาปลุกพลังใจในวันฝนพรำกันเลยค่ะ

 

1.ยอมรับความเปลี่ยนแปลง

ช่วงก่อนที่ฝนจะตกนั้นเป็นช่วงเวลาที่ยากต่อการคาดเดายิ่งนัก บางทีเราเห็นเมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล พลอยคิดไปว่าไม่น่าจะทำสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้ทันก่อนที่ฝนจะตกแน่ๆ จึงละเลยการกระทำบางสิ่งบางอย่างไป แต่จู่ๆ เมฆฝนที่เคยลอยทะมึนจนแทบจะกลืนกินผืนฟ้าทั้งแผ่น กลับอันตรธานหายไปดื้อๆ หรือบางทีจากเดิมทีที่เห็นท้องฟ้าสดใส แสงอาทิตย์ส่องประกายสว่างจ้า แต่จู่ๆ ฝนกลับตกกระทันหันก็มี บางทีการเช็กพยากรณ์อากาศก็ช่วยให้เรารับรู้แนวโน้มของฝนได้ แต่บางทีก็ไม่มีสัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้าอะไรเลย มีแต่ความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนเต็มไปหมด

 

 

ในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเราต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงมากครั้งจนนับไม่ถ้วน เรียกได้ว่าแทบจะเกิดขึ้นทุกช่วงเวลาของชีวิตเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ทางอารมณ์ หรือทางสภาพแวดล้อมก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเป็นไปตามวัฏจักรชีวิต เราจึงอาจไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องยากเย็นอะไร ยกตัวอย่างเช่น จบจากวัฏจักรการเรียนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัฏจักรการทำงาน หรือลาออกจากวัฏจักรการทำงานไปสู่วัฏจักรการเป็นแม่บ้านเต็มตัว เป็นต้น

ทั้งๆ ที่ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน เราพบกับการเปลี่ยนแปลงมาคณานับ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเราถึงรับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงในบางครั้ง คำตอบของคำถามนี้อาจไม่มีอยู่จริง เนื่องจากสรรพสิ่งบนโลกล้วนเปลี่ยนแปลง ไม่เว้นแม้แต่ตัวเรา รวมถึงอารมณ์ของเราก็ด้วยเช่นกัน นั่นคือสัจธรรมของโลก สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดความรู้สึกสับสนระหว่างรอยต่อแห่งการเปลี่ยนแปลง คือ ยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะโอเคกับมันหรือไม่ก็ตาม เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ วางแผนล่วงหน้าให้ชีวิต เพื่อเตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่เข้ามา แล้วหาหนทางไหลไปตามกระแสชีวิตให้ได้

©pixels.com

 

 

2.อุปสรรคทำให้เราเข้มแข็ง

เคยสังเกตไหมว่าต้นไม้ที่เจริญเติบโตตามธรรมชาติ มักเจริญงอกงามได้ดีกว่าต้นไม้ที่เราปลูกในบ้านเสียอีก แม้ว่าเราจะหมั่นรดน้ำ พรวนดิน และใส่ปุ๋ยให้กับต้นไม้ที่บ้านอย่างดีแล้วก็ตาม เป็นเพราะอะไรน่ะหรือ?

 

เป็นเพราะว่า ก้อนเมฆมีการถ่ายเทประจุไฟฟ้าขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง กล่าวคือ ก้อนเมฆบางก้อนมีประจุไฟฟ้าบวก ก้อนเมฆบางก้อนมีประจุไฟฟ้าลบ เมื่อก้อนเมฆซึ่งมีประจุไฟฟ้าต่างกันมาอยู่ใกล้กันจะทำให้เกิดประกายไฟขึ้น หรือที่เราเรียกกันว่า “ฟ้าแลบ” เสียงที่เกิดขึ้นขณะเกิดประกายไฟก็คือ “ฟ้าร้อง”

 

หากก้อนเมฆอยู่ใกล้พื้นดินมากกว่าก้อนเมฆก้อนอื่นๆ ประจุไฟฟ้าจะลงสู่พื้นดิน กลายเป็น “ฟ้าผ่า” การเกิดฟ้าแลบครั้งหนึ่งจะทำให้ไนโตรเจนในอากาศตกลงมายังพื้นโลก เมื่อไนโตรเจนที่ตกลงมาไปรวมตัวกับสารเคมีอื่นๆ บนพื้นโลกก็จะกลายเป็นแคลเซียมไนเตรท ซึ่งถือเป็นปุ๋ยชั้นดีให้แก่พืช อีกทั้งการตกลงมาของสายฝนซึ่งมีกรดอ่อนๆ นั้น ก็ทำให้เกิดการรวมตัวของธาตุต่างๆ ที่กลายมาเป็นธาตุอาหารในดินอีกที ต้นไม้จึงได้รับแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างเหมาะสม แตกต่างกับต้นไม้ในบ้านที่ใช้น้ำประปารดโดยสิ้นเชิง เพราะน้ำประปามิอาจดึงธาตุต่างๆ จากชั้นบรรยากาศมาได้เหมือนฝน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้นไม้ที่ปลูกในบ้านถึงแผ่กิ่งก้านสาขาได้ไม่ดีเท่ากับต้นไม้ตามป่าเขาลำเนาไพร

 

หากเราลองนำปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเกิดฝนฟ้าคะนอง มาเปรียบเทียบกับอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิตแล้วล่ะก็ จะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า อุปสรรคต่างๆ ที่โปรยปรายลงมาโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว หรือได้ทันเตรียมใจตั้งรับล่วงหน้า ล้วนแล้วแต่มีส่วนช่วยให้จิตใจของเรามีความเข้มแข็งและมั่นคงยิ่งขึ้นทั้งสิ้น แน่นอนล่ะว่าเวลาที่มีอุปสรรคเข้ามาทัดทาน เราคงมิอาจยิ้มรับหน้าชื่นตาบานได้อย่างเต็มใจ ฉะนั้น ยามใดก็ตามที่ต้องเจอกับอุปสรรคปัญหา เศร้าซึมให้เต็มที่ เสร็จแล้วรวบรวมพลังใจเพื่อ move on ต่อไป ในช่วงต้น เราอาจจะไม่เก็ทหรอกว่าทำไมเราถึงต้องเจอเรื่องแย่ๆ แบบนี้ด้วย แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อวันเวลาผันผ่านไป เราจะนึกขอบคุณทุกอุปสรรคที่เข้ามาทำให้เรามีภูมิต้านทานในชีวิตมากยิ่งขึ้น

©pixels.com

 

 

3.หาความสุขให้ตัวเอง

บนโลกนี้มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบสายฝน คนที่ชอบให้ความเห็นว่าการที่ฝนตกทำให้เขารู้สึกเย็นกายสบายใจ และการฟังเสียงหยาดฝนตกกระทบวัตถุ ก็ช่วยลดอารมณ์หัวร้อนหงุดหงิดง่ายของเขาได้ดี ส่วนคนที่ไม่ชอบก็ให้ความเห็นว่าการที่ฝนตกทำให้เขาเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างยากลำบาก แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและการเกิดโรคภัยไข้เจ็บมากกว่าปกติ

 

ถ้าพูดกันตามเนื้อผ้า จะเห็นได้ว่าความคิดเห็นของทั้งสองฝ่ายนั้นต่างยึดมุมมองของตนเองเป็นหลัก สิ่งต่างๆ จะดีหรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับใจของเราเท่านั้น เพราะถ้าเราลองมองรายละเอียดของความชอบลึกลงไปอีกนิด จะพบว่าแท้จริงแล้วปัจจัยที่ทำให้บุคคลชอบหรือไม่ชอบฝนนั้น อาจมิได้มาจากตัวฝนเพียงอย่างเดียว อาจรวมถึงสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วยก็ได้

 

เฉกเช่นเดียวกับมุมมองในการใช้ชีวิตนั่นล่ะ ถ้าเรามองโลกในแง่บวก มองว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีข้อดีในตัวของมัน เราก็จะรู้วิธีหาความสุขให้ตัวเองได้ตลอดเวลา ไม่ต้องมัวมานั่งอมทุกข์ ในทางกลับกัน ถ้าเรามองโลกในแง่ลบ มองว่าทุกสิ่งล้วนมีข้อเสีย โดยไม่มองด้านดีด้านอื่นๆ เราก็จะจมจ่อมอยู่กับข้อเสียนั้นอยู่ร่ำไป ถ้าถามว่าการมองเห็นข้อเสียเป็นเรื่องผิดไหม ตอบได้เลยว่าไม่ผิดอย่างแน่นอน การรู้ข้อเสียของแต่ละสิ่งช่วยให้ทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้เกิดการพัฒนาอยู่เสมอ

 

ทางที่ดีคือ รับรู้ข้อเสีย นำไปแก้ไข แล้วเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งนั้นๆ ใหม่ดีกว่า เหมือนกับข้อคิดจากสายฝนที่เราแนะนำให้เพื่อนๆ ในวันนี้ คือ ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง รับมือกับอุปสรรคปัญหา แล้วจึงหาความสุขให้ตัวเองนั่นล่ะ ระลึกไว้เสมอว่าไม่ว่าตอนนี้ชีวิตของคุณจะประสบพบเจอกับสิ่งใด อาจเป็นเมฆฝน ฝนฟ้าคะนอง ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า หรือฝนตกไม่ทั่วฟ้า ท้ายที่สุดแล้ว ทุกสิ่งจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับมุมมองของคุณเอง เมื่อใดก็ตามที่คุณเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับสายฝน คุณจะไม่หวั่นแม้วันฝนตกหนักอีกต่อไป และถ้าคุณสามารถอดทนรอคอยให้เมฆฝนสลายตัวไปได้ แน่นอนว่าคุณจะได้พบกับท้องฟ้าอันแสนสดใสในที่สุด เพราะฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ

©pixels.com

 

Featured image ©pixels.com