ปวดลิ้นปี่-สะดือ แบบไหนอันตราย!! 5 อาการปวดท้อง ที่ต้องไปหาหมอด่วน

หากใครสักคนบ่นว่าปวดท้อง คำถามแรกๆ ที่คนมักเลือกเพื่อสอบถามอาการมักจะเป็น ปวดแบบไหน ปวดตรงไหน ซึ่งนั่นเป็นเพราะอาการปวดท้องนั้นมีมากมายหลากหลายแบบ แถมแต่ละแบบก็ยังสื่อถึงอาการผิดปกติของอวัยวะที่แตกต่างกัน โดยต้องบอกเลยว่า การปวดท้องนั้น มีได้ทั้งการปวดด้วยโรคธรรมดาอย่างท้องอืดท้องเฟ้อ ไปจนถึงโรคร้ายแรงที่ต้องรีบผ่าตัดโดยด่วนเพราะอาจมีอันตรายถึงชีวิต ดังนั้น จึงถือเป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องรู้จักอาการปวดท้องในแบบต่างๆ โดยเฉพาะ 5 อันดับการปวดท้องเสี่ยงโรคร้ายที่ UndubZapp นำมาฝากนี้ ถือเป็นอาการปวดท้องที่ต้องรีบหาหมอแบบด่วนๆ เพราะหากช้าเพียงแค่นิดเดียว อาจกลายเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยค่ะ

 

5. ปวดใต้ลิ้นปี่ หมายถึง กระเพาะอาหาร ตับอ่อน

สำหรับอาการปวดท้องที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการแสบร้อนตั้งแต่ช่วงเหนือสะดือจนถึงลิ้นปี่ โดยปกติแล้วมักจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหาร ซึ่งจะสังเกตได้ว่าอาการต่างๆ นั้นจะเกิดขึ้นสัมพันธ์กับมื้ออาหารเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการปวดเวลาหิว หรือปวดเวลาอิ่ม ค่อนข้างเป็นไปได้ว่าคุณได้เจอกับโรคแผลในกระเพาะอาหารเข้าให้แล้วค่ะ และยิ่งหากคุณเกิดอาการปวดท้องใต้ลิ้นปี่ ร่วมกับการคลื่นไส้อาเจียนด้วยแล้ว ยิ่งถือเป็นอาการที่ไม่ควรนิ่งเฉย เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคตับอ่อนอักเสบ ได้เช่นกันค่ะ

 

4. ปวดชายโครงขวา หมายถึง ตับและถุงน้ำดี

สำหรับอาการปวดท้องบริเวณชายโครงขวา ซึ่งมาพร้อมกับอาการตัวเหลือง ตาเหลืองนั้น ให้สันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่า อาจเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับตับ เช่น ตับอักเสบหรือฝีในตับ แต่นอกจากโรคเกี่ยวกับตับแล้ว อาการปวดท้องชายโครงด้านขวา ค่อนมาบริเวณกลางท้อง ร่วมกับอาการคลื่นไส้ ยังอาจหมายถึงโรคถุงน้ำดีอักเสบ ซึ่งถือเป็นอีกโรคหนึ่งที่มีผู้ป่วยจำนวนมากเป็นโดยไม่รู้ตัว โดยโรคถุงน้ำดีอักเสบนั้น มักมาพร้อมกับอาการปวดท้องรุนแรง นับเป็นโรคปวดท้องอันดับ 4 ที่ต้องได้รับการผ่าตัดโดยด่วน ไม่เช่นนั้นอาจเป็นอันตรายได้ค่ะ

 

3. ปวดรอบสะดือ หมายถึง ลำไส้เล็ก

บริเวณรอบสะดือนั้น ถือเป็นตำแหน่งของลำไส้เล็ก ซึ่งอาการปวดในบริเวณดังกล่าว มักพบว่าเป็นโรคที่เกี่ยวกับลำไส้เป็นหลัก ซึ่งเบื้องต้นอาจเกี่ยวข้องกับโรคท้องเดิน หรือมาจากการที่ลำไส้เล็กทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ ยังอาจเป็นอาการเบื้องต้นของโรคไส้ติ่งอักเสบซึ่งมักจะเริ่มปวดบริเวณรอบสะดือก่อนจะย้ายมาปวดที่ท้องน้อยด้านขวา ดังนั้น หากพบว่าอาการปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมกับอาการท้องผูก คลื่นไส้ และมีไข้แล้ว ยิ่งต้องรีบพบแพทย์เพื่อวินัจฉัยหาสาเหตุโดยเร็วที่สุด

 

2. ปวดบั้นเอวขวา หมายถึง ท่อไต ไต และลำไส้ใหญ่

อาการปวดบริเวณบั้นเอวนั้นสามารถสื่อได้หลายสาเหตุ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะต้องวินิจฉัยร่วมกับอาการอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น อาการปวดบั้นเอวรวมกับอาการไข้ หนาวสั่น เป็นไปได้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับโรคกรวยไตอักเสบซึ่งมักมาพร้อมกับอาการปัสสาวะเป็นสีขุ่น อย่างไรก็ตาม หากพบอาการปวดบั้นเอวพร้อมกับการอุจจาระผิดปกติ หรือการถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นสัญญาณของโรคเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ และถือเป็นอาการปวดท้องที่อันตรายเป็นอันดับ 2 เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้ด้วย ซึ่งถือเป็นโรคที่ต้องรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของโรคที่แน่ชัด โดยรักษาเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสหายมากขึ้นเท่านั้นค่ะ

 

1. ปวดท้องน้อย หมายถึง ไส้ติ่ง ท่อไต และปีกมดลูก

เรียกได้ว่าเป็นอาการปวดท้องที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงบ่อยที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะผู้หญิงแทบทุกคนนั้นมักจะมีอาการปวดท้องน้อยในช่วงมีประจำเดือน อย่างไรก็ตาม อาการปวดท้องน้อยยังสามารถสื่อได้ถึงโรคอันตรายอีกหลายโรค อย่างโรคปีกมดลูกอักเสบหรือมดลูกอักเสบ ซึ่งมักมาพร้อมกับไข้สูงและอาการตกขาวผิดปกติ นอกจากนี้ อาการปวดท้องน้อยด้านขวายังเป็นสัญญาณหลักของโรคยอดฮิตอย่างโรคไส้ติ่งอักเสบอีกด้วย โดยอาการปวดจากโรคไส้ติ่งนี้มักจะมีลักษณะปวดเสียดตลอดเวลา หากลองกดบริเวณท้องน้อยด้านขวาจะรู้สึกเจ็บมากผิดปกติ ซึ่งโรคไส้ติ่งถือเป็นโรคที่ต้องรีบพบแพทย์โดยด่วนเช่นกัน เพราะอาจนำไปสู่ไส้ติ่งแตกซึ่งทำให้เสียชีวิตได้หากไม่รักษา จึงถือเป็นอาการปวดท้องที่ต้องพบแพทย์โดยด่วนที่สุด แถมยังเป็นโรคที่เกิดขึ้นบ่อยมากที่สุดอีกด้วยค่ะ

กดติดตาม ADD Line @UndubZapp

 

แซ่บกันต่อ…

>> ท้องอืด อาหารไม่ย่อยต้องฟัง!! 10 อันดับอาหาร ที่ใช้เวลาย่อยเร็วที่สุด

>> ท้องผูก อึดอัด จัดไป 5 อันดับของกินช่วยเรื่องขับถ่าย ดีท็อกซ์ให้เกลี้ยงท้อง