ไม่พร้อมอย่าแต่ง!! 7 เรื่องคู่รักต้องคิด ก่อนริแต่งงาน เพราะรักไม่ใช่เรื่องคนสองคน

สมัยนี้ข่าวคู่รักดาราเซเลบริตี้แต่งๆ เลิกๆ กันเป็นว่าเล่น ทำเอาสาวโสดและสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานนั้นพานั้นขยาดกลัวฝน ไม่กล้าออกเรือนกันเป็นแถว แต่ก็ไม่แปลกที่จะรู้สึกกังวลค่ะ เพราะขนาดดาราสวยเพอร์เฟกต์หลายคนยังต้องตัดสินใจแยกทางกับสามี แล้วชะนีน้อยเดินดินอย่างพวกเราจะไปเหลืออะไร แต่ UndubZapp ต้องของเบรกความคิดนี้ไว้ก่อนเลยค่ะ เพราะความจริงแล้วชีวิตคู่จะอยู่ยืดหรือไม่ ลงตัวหรือไม่นั้น มันต้องอาศัยหลายปัจจัยด้วยกัน ซึ่งปัญหาของแต่ละคนนั้นก็ไม่เหมือนกันเสียด้วย

อย่างน้อยที่สุด เราก็ยังสามารถหาทางรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้ค่ะ โดยเฉพาะเคล็ดลับการเตรียมตัวก่อนแต่งงานที่ UndubZapp นำมาฝากนั้น ถือเป็นการเคลียร์เรื่องต่างๆ ที่อาจกลายมาเป็นปัญหาหลังแต่งงานไว้ล่วงหน้า ถึงจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่รับรองว่า ยิ่งเราเตรียมพร้อมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรับมือได้ดีมากขึ้นเท่านั้นค่ะ

 

1. ลองออกทริปด้วยกัน

เชื่อหรือไม่ว่า ปัญหาใหญ่หลังแต่งงานของคู่รักหลายคู่นั้น เกิดขึ้นมาจากการศึกษานิสัยใจคอของกันและกันไม่มากพอ ซึ่งความจริงแล้วเรื่องเวลาไม่ใช่สิ่งสำคัญ หากตลอดเวลาที่คบกันคุณเอาแต่ไปเดินห้าง ดูหนัง ฟังเพลง เพราะนั่นไม่ใช่การใช้ชีวิตที่แท้จริง ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงาน คู่รักทุกคู่ควรจะได้ใช้เวลาออกทริปโหดๆ ด้วยกันดูสักครั้งเพื่อศึกษานิสัยใจคอที่แท้จริงอย่างใกล้ชิด ส่วนทริปหวานๆ นั้นเอาไว้ค่อยไปตอนฮันนีมูนหลังผ่านด่านนี้ไปแล้วก็ยังไม่สายค่ะ

 

2. เข้าใจรสนิยมของแต่ละคน

แน่นอนว่าคนรักกันไม่จำเป็นจะต้องชอบอะไรที่เหมือนกัน บางครั้งคู่รักหลายคู่ที่คบกันยืดยาวทั้งที่มีอะไรไม่เหมือนกันเลยด้วยซ้ำ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความชอบ แต่คือเรื่องของความเข้าใจค่ะ หากเราสามารถเข้าใจในรสนิยมที่แตกต่างและสามารถยอมรับได้ ทุกๆ อย่างก็ลงตัว

 

3. คุยเรื่องเงิน

หลายคนอาจจะรู้สึกกระดากที่ต้องตกลงเรื่องเงินๆ ทองๆ กับแฟน แต่เชื่อหรือไม่ว่าหัวข้อนี้คือหนึ่งในปัญหาอันดับต้นๆ ที่ทำให้คู่แต่งงานต้องเลิกกันมาแล้ว เพราะชีวิตหลังแต่งงานนั้นไม่ได้มีแค่ความสุขและการได้รับเพียงอย่างเดียว แต่นั่นยังต้องรวมถึงความรับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมทั้งการวางแผนอนาคตอีกด้วย ซึ่งหากคู่รักคนไหนที่แต่งงานกันโดยไม่ได้คุยกันเรื่องนี้กันมาก่อน ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาตามมาสูงมากทีเดียว

 

4. คุยเรื่องลูก

สังคมในปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าทุกคนแต่งงานแล้วจะต้องมีลูกอีกต่อไปแล้ว เพราะหลายคู่นั้นมีความประสงค์ตรงกันที่จะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันโดยที่ไม่ต้องมีพยานรัก ซึ่งปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นหากทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงมีความต้องการที่ตรงกันค่ะ ตรงกันข้าม หากมีฝ่ายหนึ่งที่อยากมี แต่อีกฝ่ายกลับไม่อยาก ปัญหาชีวิตคู่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์

 

5. ทดลองลงคลาสด้วยกัน

หนึ่งในการฝึกใช้ชีวิตคู่ร่วมกันนั้น ก็คือการทดลองแก้ปัญหาร่วมกันค่ะ ซึ่งหากปัญหายังไม่มีให้แก้ เราก็สามารถหามาแก้ได้ด้วยการลองเรียนอะไรร่วมกันดูสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรียนเต้น หรือเรียนทำอาหาร โดยเฉพาะอะไรใหม่ๆ ที่ยังทำไม่เป็นกันทั้งคู่นั้น จะทำให้ทั้งคู่ต้องเจอกับสิ่งที่ท้าทายมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวตัดสินได้ว่า หากเกิดปัญหาชีวิตขึ้นในอนาคตทั้งสองจะร่วมฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคด้วยกันไปอย่างตลอดรอดฝั่งหรือไม่

 

6. ศึกษานิสัยสำหรับกิจวัตรส่วนตัว

ถึงแม้ว่านิสัยส่วนตัวอันแสนจุกจิกนี้อาจไม่ถึงขึ้นทำให้เลิกกัน แต่ก็ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความหงุดหงิดจนถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างกินข้าวแล้วไม่เก็บ ไม่ปิดฝาชักโครก ปิดตู้เสื้อผ้าไม่สนิท ซึ่งหากมีนิสัยไหนที่เราไม่ชอบมากๆก็อาจบอกให้คนรักรู้เพื่อหาทางแก้ไข หรือหากเป็นพฤติกรรมที่คนรักไม่ปรับตัวเสียที คุณก็ต้องถามตัวเองด้วยเช่นกันว่าสามารถรับได้หรือไม่

 

7. พาไปพบครอบครัวของแต่ละฝ่าย

อีกปัจจัยที่ไม่ใช่เรื่องของชีวิตคู่ แต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคู่อย่างมากก็คือชีวิตครอบครัวค่ะ เพราะต่างฝ่ายก็ต่างมาจากครอบครัวที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นนิสัย ความเชื่อ หรือการอบรมสั่งสอนก็ย่อมต้องมีส่วนที่แตกต่างกันไปด้วย ดังนั้น การได้ศึกษาครอบครัวของแต่ละฝ่ายก่อนแต่งงานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากทีเดียว

จากข้อมูลที่ UndubZapp นำมาฝากก็คงจะพอเดากันได้ว่า การใช้ชีวิตคู่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความเข้าใจค่ะ ยิ่งเป็นคู่รักที่คุยกันแบบเคลียร์ๆ และศึกษาพื้นฐานของแต่ละคนกันมาอย่างดีแล้ว รับรองเลยว่าชีวิตคู่หลังแต่งของคุณนั้น ต้องสตรองอย่างแน่นอน

กดติดตาม ADD Line @UndubZapp

 

แซ่บกันต่อ…

>> รักกันยันแก่!! 10 อันดับประเทศ “อายุการแต่งงาน” เฉลี่ยนานที่สุดในโลก

>> แม้ไม่พูด ก็รู้สึกได้! 7 สัญญาณหมดรัก เหมือนโดน “บอกเลิก” ไปครึ่งทางแล้ว