งานนี้มีสะดุ้งถ้วนหน้า 5 บทเรียนการทำงานของสื่อไทย ในเหตุการณ์ถ้ำหลวง

เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงเดือนนี้ ข่าวที่คนไทยและทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุด นั่นคือ “ปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่าออกจากถ้ำขุนหลวงนางนอน” ทำให้สื่อแข่งกันนำเสนอข่าว เพราะหากช่องใดหาข้อมูลได้ลึกกว่า มากกว่า เรตติ้งก็จะยิ่งสูง จนบางช่องยอมใช้วิธีผิดๆ ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นที่พูดถึงในโซเชียล ในครั้งนี้ผู้เขียนจึงรวบรวมประเด็นต่างๆ เพื่อสรุปเป็นบทเรียนการทำงานของสื่อในครั้งนี้กันค่ะ

 

ประเด็นที่ 1 : เผลอถามผู้ปกครองว่า “ลูกมาเข้าฝันไหม”

เป็นนับเป็นประเด็นแรกๆ ที่ฮอตฮิตจนเดือดไปทั่วทามไลน์ เมื่อพิธีกรรายการข่าวช่องหนึ่งดันไปถามหนึ่งในผู้ปกครองของทีมหมูป่าว่า “ลูกมาเข้าฝันไหม” ทั้งๆ ที่ขณะนั้นยังไม่มีการรายงานว่าเสียชีวิต ทำให้ชาวโซเชียลไม่พอใจเป็นจำนวนมาก หาว่า ‘แช่ง’ จนเจ้าตัวต้องออกมาโพสต์ขอโทษผ่านพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง หลังจากนั้นช่องอื่นๆ จึงเริ่มระวังการรายงานข่าวกันมากขึ้น

 

ประเด็นที่ 2 : เข้าไปรายงานยันภายในถ้ำ

เป็นไม่รู้ว่ากลัวคนดูไม่เชื่อว่าอยู่สถานที่จริงหรืออย่างไร ผู้สื่อข่าวจากช่องหนึ่งถึงขั้นต้องไปรายงานข่าวกันถึงปากถ้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่กำลังทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก โดยทุกๆ คนต้องแข่งกับเวลากันทั้งนั้น เพราะขณะนั้นยังไม่พบน้องๆ จึงไม่รู้ชะตากรรมว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่กลับต้องมาถูกรบกวนจากผู้สื่อข่าวที่อาจจะไม่ทันคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมจนผู้บัญชาการศอร. ต้องออกมาขอความร่วมมือไม่ให้เข้าไปทำข่าวในบริเวณดังกล่าว

 

ประเด็นที่ 3 : สื่อถูกไล่ออกจากปากถ้ำไปไกล 3 กิโลฯ

เป็นต้องบอกก่อนว่าไม่ได้ถูกเชิญให้ไปอยู่ไกลเสียขนาดนั้นตั้งแต่แรกค่ะ แต่เพราะวันนั้นจะมีการนำตัวหมูป่าออกจากถ้ำ และเพื่อความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่, ความปลอดภัยของหมูป่า และความรู้สึกของญาติน้องๆ จึงขอความร่วมมือให้ย้ายจุดทำข่าวออกไปไกลจากปากถ้ำกว่า 3 กิโลฯ โดยที่สื่อทุกคนยอมทำตาม ไม่มีช่องไหนคัดค้าน เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าสถานที่ที่หมูป่าทั้ง 13 ควรไปเป็นที่แรกหลังออกจากถ้ำคือโรงพยาบาล ไม่ใช่โต๊ะแถลงข่าว

 

ประเด็นที่ 4 : เผยแพร่คลิปเสียงจากวิทยุสื่อสารระหว่างที่เจ้าหน้าที่ทำงาน

เป็นรายการข่าวของช่องหนึ่งนำคลิปเสียงที่อ้างว่ามาจากวิทยุสื่อสารระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติภารกิจนำทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำมาเผยแพร่ ชาวโซเชียลถึงกับตั้งคำถามว่า “เหมาะสมหรอ!?” รวมไปถึงต่อว่าว่า “ไม่มีจริยธรรมสื่อมวลชนเลย” แล้วทามไลน์ก็ยิ่งเดือดมากขึ้นไปอีก เมื่อผู้บัญชาการศอร. พูดถึงเรื่องนี้ว่า “ส่วนเรื่องการจูนความถี่ มีการใช้เทคนิควิธีพิเศษ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบอยู่” จนช่องนั้นต้องออกมาขอโทษ พร้อมอธิบายว่าไม่ได้ดักฟังคลื่นราชการ คลิปเสียงนี้ได้มาจากคลื่นที่ประชาชนเข้าถึงได้ อย่างไรก็ตาม จากนี้ก่อนจะรายงานอะไร คงต้องคิดให้มากขึ้น

 

ประเด็นที่ 5 : บินโดรนขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่

เป็นก่อนอื่นเลยช่องนั้นเขามีใบอนุญาตบินโดรนได้ค่ะ แต่ที่เป็นปัญหาเนี่ย เพราะไปใช้เพื่อเก็บภาพเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพขณะบินไปส่งหมูป่าที่โรงพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อน! ซึ่งผู้บัญชาการศอร. ขยายความต่อว่า “มีการตรวจพบว่าบินอยู่ในเส้นทางแนวการบิน ถือเป็นการแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ อาจทำให้เกิดความเสียหาย ถือเป็นการทำผิดกฎหมาย” ผลสุดท้ายจึงถูกดำเนินคดีไปตามระเบียบ แม้ว่าช่องนั้นจะออกมาขอโทษแล้วก็ตาม

กดติดตาม ADD Line @UndubZapp

เราใช้คุ๊กกี้เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้งานเว็บไซต์ของเรา หากคุณใช้เว็บไซต์ต่อ หรือปิดข้อความนี้ลงเราถือว่าคุณยอมรับการใช้งาน คุกกี้และนโยบายความเป็นส่วนตัว
We use cookies to ensure that we give you the best experience on our website. If you continue to use the website Or close this message, we assume that you accept its use Cookies and Privacy Policy

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Consent title

    Consent description

Save
/