เตือนภัยพื้นที่น้ำท่วม!! 6 โรคที่มากับน้ำท่วม พร้อมวิธีป้องกัน-ดูแลสุขภาพ

ฝนตกหนักทีไร ปัญหาน้ำท่วมเป็นเงาตามตัวทุกที 😰🌧️ พ่อแม่พี่น้องท่านใดที่ต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โปรดระลึกไว้เสมอว่า น้ำท่วมขังเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคและเป็นที่มาของพาหะนำโรคต่างๆ อีกทั้งการเดินเหยียบย่ำน้ำท่วมขังยังส่งผลเสียต่อสุขภาพนานัปการ มีโอกาสจะป่วยด้วยโรคที่มากับน้ำท่วม เนื่องด้วยการดูแลสุขภาพเป็นวาระแห่งชาติ UndubZapp ขอเชิญชวนคุณมาร่วมเฝ้าระวังโรคร้ายซึ่งมากับภัยน้ำท่วม เพื่อให้ทุกท่านรับมือและป้องกันโรคต่างๆ อย่างถูกวิธี

 

1.โรคไข้เลือดออก

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสแดงกี่แล้ว เชื้อจะเข้าไปฟักตัวเพิ่มจำนวนในตัวยุง ภายหลังจากที่ยุงที่มีเชื้อไวรัสไปกัดผู้อื่นต่อ เชื้อจะถูกถ่ายทอดสู่กระแสเลือดของผู้ที่โดนกัดต่อไป

 

อาการ

 

  • ระยะไข้ (2 – 7 วัน) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงตลอดเวลา หน้าแดง ไม่ค่อยมีน้ำมูกไหลหรือไอ อาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนังกระจายตามแขน ขา ลำตัว มีอาการปวดท้อง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
  • ระยะวิกฤต (1 – 2 วัน) ผู้ป่วยจะตัวเย็น ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ปวดท้องน้อย อาเจียน แล้วจะเริ่มเข้าสู่ระยะฟื้นตัว ในรายที่รุนแรง อาจมีอาการช็อก เลือดกำเดาไหลหรืออาเจียนเป็นเลือด กระสับกระส่าย ปัสสาวะน้อย
  • ระยะฟื้นตัว (2 – 3 วัน) ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น เริ่มรับประทานอาหารได้ ชีพจรเต้นแรงขึ้นและช้าลง ปัสสาวะออกมากขึ้น

 

การรักษา

 

  • ปัจจุบันนี้ยังไม่มียาต้านเชื้อไวรัสโรคไข้เลือดออก การรักษาจะเป็นไปตามอาการของผู้ป่วย เพื่อประคองให้ร่างกายของผู้ป่วยกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยพลัน ในรายที่อาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยจะหายได้เองภายใน 2 – 7 วัน
  • รับประทานยาพาราเซตามอลลดไข้ในปริมาณที่แพทย์สั่ง ห้ามรับประทานแอสไพรินและยากลุ่ม NSAID โดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น
  • เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเป็นระยะๆ เพื่อลดไข้
  • ดื่มน้ำเกลือแร่ที่ใช้ในโรคท้องร่วง น้ำผลไม้ หรือน้ำหวานบ่อยๆ ป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • รับประทานอ่อนๆ งดอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสีคล้ายเลือด ป้องกันไม่ให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อน
  • หากผู้ป่วยไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนมาก ปวดท้องมาก ตัวเย็นผิดปกติ ไม่ปัสสาวะเกิน 6 ชั่วโมง รีบพบแพทย์โดยด่วน

 

วิธีป้องกัน

 

  • ระมัดระวังไม่ให้ถูกยุงลายกัด โดยการสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาว ปกปิดมิดชิด
  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งก็คือบริเวณที่มีน้ำขัง เช่น โอ่งน้ำ ถ้วยรองขาตู้ กระถาง ยางรถ
  • ใช้สารเคมีกำจัดลูกน้ำ หรือสารไล่ยุงชนิดต่างๆ ป้องกันยุงลายวางไข่
  • ผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคไข้เลือดออกมาก่อน มีอายุมากกว่า 9 ปี และน้อยกว่า 45 ปี อาจพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกจากสายพันธุ์อื่นร่วมด้วย

 

2.โรคไข้มาลาเรีย

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อโปรโตซัวพลาสโมเดียม โดยมียุงก้นปล่องเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงก้นปล่องกัดผู้ป่วยที่มีเชื้อไข้มาลาเรียแล้ว เชื้อจะเข้าไปฟักตัวอยู่ในตัวยุงประมาณ 10 – 12 วัน เมื่อยุงที่มีเชื้อไปกัดผู้อื่นต่อ เชื้อจะถูกถ่ายทอดสู่กระแสเลือดของผู้ที่โดนกัดต่อไป สาเหตุอื่นๆ ของโรคไข้มาลาเรียที่อาจพบ ได้แก่ จากการถ่ายโลหิต จากแม่ที่ป่วยเป็นโรคไข้มาลาเรียสู่ลูกในครรภ์

 

อาการ

 

  • ระยะหนาว (15 – 60 นาที) ผู้ป่วยจะมีอาการหนาวสั่น ปากสั่น ตัวสั่น ชีพจรเต้นเร็ว ผิวหนังแห้งหยาบ ตัวซีด ปัสสาวะบ่อย เนื่องจากเป็นช่วงการแตกของเม็ดเลือดแดงที่มีเชื้อมาลาเรีย
  • ระยะร้อน (1 – 3 ชั่วโมง) ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้สูง ตัวร้อน ชีพจรเต้นเร็วแรง ลมหายใจร้อน หน้าแดง กระหายน้ำ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดลึกเข้าไปในกระบอกตา
  • ระยะเหงื่อออก (2 – 4 ชั่วโมง) ผู้ป่วยจะมีเหงื่อออกชุ่ม ร่างกายอ่อนเพลีย หายไข้ แล้วจับไข้ใหม่

 

การรักษา

 

  • ปัจจุบันนี้สามารถรักษาโรคมาลาเรียให้หายขาดได้ หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว และได้รับการรักษาตรงตามชนิดของเชื้อ
  • ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ไม่ควรซื้อยารักษาด้วยตัวเอง เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากเชื้อมาลาเรียเป็นเชื้อที่มีขนาดเล็กมาก ต้องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือชุดตรวจหาเชื้อมาลาเรีย
  • ทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ป้องกันไม่ให้เกิดการดื้อยา และเพื่อให้หายขาดจากโรค
  • ผู้ป่วยบางรายอาจต้องรักษาด้วยการฉีดยาเข้ากระแสเลือด ซึ่งเป็นไปตามดุลพินิจของแพทย์

 

วิธีป้องกัน

 

  • ป้องกันไม่ให้ถูกยุงก้นปล่องกัด โดยการสวมเสื้อผ้าสีอ่อน ปกปิดร่างกายอย่างมิดชิด
  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงทุกชนิด ด้วยสารเคมีกำจัดลูกน้ำหรือสารไล่ยุง ป้องกันยุงวางไข่
  • ใช้ยาที่มีสารไล่แมลงทาผิวหนัง โดยอาจทาซ้ำบ่อยๆ เพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ
  • หากต้องค้างคืนกลางแจ้ง ในไร่นา หรือป่าเขา แนะนำให้ชุบมุ้งด้วยน้ำยาไล่ยุง

 

 

3.โรคฉี่หนู

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อเลปโตสไปร่า ซึ่งพบในสัตว์หลายชนิด แต่จะพบมากในหนู มักพบการระบาดช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีพื้นที่น้ำขังมาก และมักปนเปื้อนอยู่ตามแหล่งน้ำ เชื้อเหล่านี้จะสามารถเข้าสู่ตัวผู้ป่วยผ่านทางบาดแผล หรือรอยถลอกบนผิวหนัง

 

อาการ

 

  • ระยะแรก (ช่วง 3 วันแรกของโรค) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงในทันทีทันใด ร่วมกับอาการหนาวสั่น ปวดบริเวณหน้าผาก ปวดหลังตา ปวดขมับทั้งสองข้าง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณช่วงขา น่อง ต้นคอ และหลัง เวลากดหรือจับ ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดมาก อาจมีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน หรือตาแดงร่วมด้วย
  • ระยะที่สอง (หลังผู้ป่วยมีไข้ประมาณ 7 วัน) ไข้จะเริ่มลดลงประมาณ 1 – 2 วัน จากนั้นจะเริ่มมีไข้ขึ้นอีก ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ต่ำๆ คลื่นไส้ อาเจียน อาจพบอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่อาการนี้ไม่ได้เกิดในผู้ป่วยทุกราย

 

การรักษา

 

  • เมื่อใดก็ตามที่ผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการชี้นำของโรค ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยโดยเร็ว
  • ไม่ควรซื้อยารับประทานเองโดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต

 

วิธีป้องกัน

 

  • ระวังไม่ให้น้ำสกปรกกระเด็นเข้าปาก ตา จมูก หรือบาดแผล เพราะเชื้ออาจเข้าสู่เยื่อบุเหล่านี้ได้
  • หลีกเลี่ยงการลุยน้ำบริเวณที่มีน้ำขัง งดการย่ำโคลน ถ้ามีความจำเป็น ควรสวมรองเท้าบูททุกครั้ง
  • ล้างเท้าหรือบริเวณที่สัมผัสกับน้ำท่วมขังให้สะอาด ทำความสะอาดร่างกายให้ทั่วถ้วน เช็ดร่างกายให้แห้ง
  • เก็บอาหารให้มิดชิด กำจัดขยะอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้หนูมากินแล้วฉี่ทิ้งไว้

 

4.โรคตาแดง

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ผู้ป่วยมักเป็นโรคตาแดงจากการใช้มือที่มีเชื้อขยี้ตา ใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคตาแดง ฝุ่นละอองเข้าตามากจนตาอักเสบ แมลงวันหรือแมลงหวี่ตอมตา โรคตาแดงพบมากช่วงฤดูฝน เนื่องจากเป็นช่วงที่เชื้อกระจายตัวได้ง่าย แม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าไม่รีบรักษาอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้เช่นกัน

 

อาการ

 

  • ตาแดง
  • คันตา
  • เคืองตา
  • มีขี้ตามาก
  • น้ำตาไหล
  • เปลือกตาบวมแดง
  • อาจปวดเบ้าตาเล็กน้อย

 

การรักษา

 

  • หยอดยาปฏิชีวนะหยอดตา เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
  • ใช้น้ำตาเทียม เพื่อลดอาการระคายเคือง
  • ใส่แว่นกันแดด กันลม
  • พักสายตาบ่อยๆ ใช้สายตาให้น้อยลง
  • งดแต่งหน้า งดใส่คอนแทคเลนส์

 

วิธีป้องกัน

 

  • ไม่ใช้มือขยี้ตา
  • ป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคอย่างเคร่งครัด
  • รักษาความสะอาดของใบหน้าและมืออยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคตาแดง

 

5.โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร

สาเหตุ

เกิดขึ้นได้จากเชื้อไวรัสหลายชนิด ส่วนใหญ่แล้ว เชื้อไวรัสที่พบบ่อยที่สุดคือเชื้อไวรัสโรต้า ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดอาการติดเชื้อทางเดินอาหารอย่างรุนแรง อีกทั้งยังมีสายพันธุ์แยกย่อยหลายสาย ทำให้พบการติดเชื้อซ้ำหลายครั้ง กระจายเชื้อเร็ว สามารถคงตัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานเป็นสัปดาห์ถึงเดือน มักติดเชื้อจากการสัมผัสอาหารหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อโรคจากสิ่งปฏิกูลที่มาพร้อมกับน้ำท่วม หรือจากการใช้น้ำที่ไม่สะอาด แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับเชื้อไวรัสแค่ 10 ตัว ก็สามารถติดเชื้อได้แล้ว

 

อาการ

 

  • ระยะฟักตัว (3 – 8 วัน) ผู้ป่วยมักมีไข้สูง อาเจียน ถ่ายเหลวเป็นน้ำ 3 ครั้งต่อวันหรือมากกว่า ปวดท้อง เบื่ออาหาร ในเด็กเล็กอาจมีอาการขักจากไข้สูงด้วย
  • อาการแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือ ภาวะขาดน้ำ ขาดเกลือแร่ ริมฝีปากแห้ง ลิ้นแห้ง ใต้ตาลึกโบ๋ ปัสสาวะน้อย อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ไม่มีแรง ความดันโลหิตต่ำ

 

การรักษา

 

  • การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ ไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง
  • เช็ดตัวเวลามีไข้ จนกว่าไข้จะลด
  • รับประทานยาลดไข้และยาแก้อาเจียน
  • ดื่มน้ำเกลือแร่ ชดเชยการสูญเสียน้ำ
  • งดดื่มนม ยกเว้นนมแม่
  • งดรับประทานผักผลไม้ ยกเว้นกล้วยและฝรั่ง
  • สามารถทานข้าวต้ม หรืออาหารย่อยง่ายได้

 

วิธีป้องกัน

 

  • ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย
  • ล้างภาชนะใส่อาหารด้วยน้ำสะอาดก่อนการใช้งาน
  • ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำบรรจุขวด
  • รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ไม่มีแมลงวันตอม
  • รักษาความสะอาดเรื่องการกำจัดปัสสาวะ อุจจาระ และขยะมูลฝอย

 

6.โรคน้ำกัดเท้า

สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตฟัยท์ พบบ่อยช่วงฤดูฝน เพราะมีพื้นที่น้ำท่วมขังมาก หากไม่ใช่ช่วงฤดูฝน มักเกิดบริเวณที่เหงื่อออกหมักหมม แล้วไม่ได้ดูแลรักษาความสะอาดให้ดี เนื่องจากเชื้อราชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่เปียกชื้น

 

อาการ

 

  • คันตามซอกนิ้วเท้า
  • ผิวหนังลอกเป็นขุยๆ
  • เป็นผื่นที่เท้า
  • ผิวหนังที่เท้าพุพอง
  • นิ้วเท้าหนาและแตก

 

การรักษา

 

  • ใช้ครีมกันเชื้อราทาบริเวณที่เกิดอาการ
  • โรยแป้งฝุ่นที่เท้า เพื่อไม่ให้เท้าเปียกชื้น
  • ล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ เช็ดเท้าให้แห้ง
  • สวมใส่ถุงเท้าหรือรองเท้าที่แห้ง สะอาด ไม่เปียกชื้น
  • หากแผลติดเชื้อ ควรรับประทานยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

 

วิธีป้องกัน

 

  • หลีกเลี่ยงการแช่อยู่ในน้ำเป็นระยะเวลานาน
  • เลือกใส่ถุงเท้าที่ทำด้วยขนสัตว์แทนถุงเท้าผ้าฝ้าย เพราะช่วยซับความชื้นได้ดี
  • ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ถุงเท้า รองเท้าแตะ
  • หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ หรือบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ควรสวมรองเท้าบูททุกครั้ง

เราใช้คุ๊กกี้เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้งานเว็บไซต์ของเรา หากคุณใช้เว็บไซต์ต่อ หรือปิดข้อความนี้ลงเราถือว่าคุณยอมรับการใช้งาน คุกกี้และนโยบายความเป็นส่วนตัว
We use cookies to ensure that we give you the best experience on our website. If you continue to use the website Or close this message, we assume that you accept its use Cookies and Privacy Policy

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Consent title

    Consent description

Save
/