5 Smart Watch สุดเทพ Manage ชีวิตยุ่งๆ ด้วยคลิกเดียว!!

ถ้าพูดถึงแก็ดเจ็ตหรือสิ่งประดิษฐ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กขึ้นมา นอกจากสมาร์ทโฟนที่เรามีติดตัวกันทุกคนในปัจจุบันนี้แล้ว อีกหนึ่งอย่างที่เราน่าจะนึกถึงกันได้ ก็น่าจะเป็น สมาร์ทวอทช์ นาฬิกาข้อมือสุดไฮเทคที่ช่วยเราจัดการเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวัน หรือกิจกรรมที่เป็นไฮไลท์อย่างสมาร์ทวอทช์สำหรับการออกกำลัง และด้วยเทรนด์สุขภาพที่ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้จึงเป็นหนึ่งในไอเทมที่คนให้ความสนใจ และอยากซื้อหามาไว้บนข้อมือกันสักเรือนสองเรือน

 

1. Apple Watch 3

เริ่มที่สมาร์ทวอทช์จากแบรนด์ผลไม้ที่มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของบรรดาสมาร์ทวอทช์ปีนี้อย่าง Apple Watch ที่เพิ่งเปิดตัวเจเนอเรชันที่สามเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งก็มาพร้อมกับการปรับปรุงและฟังก์ชันที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยไฮไลท์ที่หลายๆ คนสนใจคงเป็นเพราะรุ่นนี้สามารถใส่ e-SIM ซิมการ์ดขนาดเล็กได้ ทำให้ตัวนาฬิกาไม่ต้องพึ่งการต่ออินเทอร์เน็ตจากสมาร์ทโฟนอีกต่อไป ทำให้ใช้งานได้อย่างอิสระมากขึ้น สามารถโทรเข้า-ออก หรือสตรีมเพลงจาก Apple Music ได้อีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว Apple Watch 3 ยังมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการใหม่ watchOS4 และซีพียูด้านในที่จะช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 70% และยังมีชิป Apple W2 ที่จะช่วยให้เชื่อมต่อกับ Wi-Fi และ Bluetooth ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

© รูปต้นฉบับ: cultofmac

 

2. Samsung Gear S3

อีกหนึ่งสมาร์ทวอทช์จากค่ายที่เราคุ้นเคย ที่ทำการแยกรุ่นออกเป็นอีกสองรุ่นย่อยคือ Gear S3 Classic กับ Gear S3 Frontier ที่แตกต่างกันด้วยดีไซน์และวัสดุโดย Gear S3 Classic นั้นจะเน้นไปที่ความเรียบหรู ส่วน Gear S3 Frontier จะดูแข็งแกร่งเหมาะกับสายลุย โดยตัวหน้าปัดของสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้นั้นจะใช้หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 1.3 นิ้ว ทำให้น้ำหนักตัวเรือนเพิ่มขึ้นมาจากรุ่นก่อนเล็กน้อยทั้ง 2 รุ่น ส่วนแบตเตอรี่ของทั้งคู่นั้นอยู่ที่ 380 mAh ทำให้สามารถใช้งานได้นาน 3-4 วันเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Samsung Gear S3 เป็นสมาร์ทวอทช์ที่ยังซิงค์ได้แค่สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android เท่านั้น

© รูปต้นฉบับ: mobilefun

 

Advertisements

3. Fitbit Ionic

สมาร์ทวอทช์ที่แท้จริงรุ่นแรกจากแบรนด์อุปกรณ์สายสุขภาพอย่าง Fitbit ที่คราวนี้มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Fitbit OS ที่มีฟังก์ชันที่เพียบพร้อมมากขึ้น อย่างเช่นระบบการจ่ายเงิน Fitbit Pay, การรองรับแอพออกกำลังกาย Strava หรือสามารถฟังเพลงร่วมกับแอพ Pandora ได้ นอกจากนี้ก็ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันเด่นของแบรนด์สำหรับการออกกำลังกายเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น GPS ในตัว, การตรวจจับชีพจร, การบันทึกข้อมูลการออกกำลังกายต่างๆ , ความสามารถในการกันน้ำได้ลึก 50 เมตร รวมไปถึงแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานประมาณ 4 วัน นอกจากนี้ยังมีรุ่นพิเศษที่ร่วมมือกับทาง adidas เพื่อออกแบบโปรแกรมออกกำลังกายร่วมกันอีกด้วย

© รูปต้นฉบับ: cnet

 

4. Garmin Descent Mk1

สมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเหล่านักดำน้ำโดยเฉพาะ โดยสามารถใช้ในการวางแผนการดำน้ำด้วยโหมดต่างๆ ที่มี ไม่ว่าจะเป็นการดูทิศทาง การจับอัตราการเต้นของหัวใจ และแสดงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการดำน้ำทั้งหมดทางหน้าจอขนาด 1.2 นิ้วที่มาพร้อมกับไฟ LED ด้วยความเป็นสมาร์ทวอทช์สายลุย ตัวมันเองจึงต้องมีความถึกพอประมาณ ด้วยความสามารถในการอยู่ในโหมดดำน้ำได้นานถึง 40 ชั่วโมง และสามารถลงน้ำได้ลึกระดับ 100 เมตร และนอกจากโหมดดำน้ำ Garmin Descent Mk1 ยังสามารถอยู่ได้ยาวถึง 10 วันในโหมดสมาร์ทวอทช์ และ 19 วันในโหมดนาฬิกาปกติ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์มาตรฐานอย่างการเก็บข้อมูลจากกิจกรรมต่างๆ ทั้งว่ายน้ำ วิ่ง หรือ ปั่นจักรยาน พร้อมกับการแจ้งเตือนอีเมลและข้อความต่างๆ ด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนระบบต่างๆ

© รูปต้นฉบับ: thegadgetflow

 

5. Xiaomi AMAZFIT

สมาร์ทวอทช์จากฝั่งจีน อย่างแบรนด์ Xiaomi ที่ได้ออกแบบรุ่น Xiaomi AMAZFIT สมาร์ทวอทช์ทรงเรียบเก๋ที่มีฟังก์ชันพื้นฐานแบบเพียบพร้อม เช่นการเชื่อมต่อ GPS, Bluetooth และ WIFI แบตเตอรี่สามารถอยู่ได้นาน 5 วัน สามารถวัดความดันและอัตราการเต้นของหัวใจจากการออกกำลังกายได้ สามารถใช้ในการฟังเพลงผ่าน Bluetooth ได้ และยังสามารถสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Android และ iOS อีกต่างหาก ดูแล้วอาจจะเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ดูเรียบๆ ไม่หวือหวาจนดูไม่ค่อยน่าสนใจ แต่เมื่อเทียบกับราคาที่ถูกกว่าแบรนด์อื่นๆ เกือบครึ่งก็คงทำให้หลายคนหันกลับมามองกันไม่น้อย

© รูปต้นฉบับ: gearbest

Advertisements

Advertisements

Advertisements